สเต็มเซลล์คืออะไร

Information poster on human cells illustration

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คือ เซลล์ธรรมชาติที่มีลักษณะหลายเซลล์และอยู่ในสิ่งมีชีวิต ทั้งในมนุษย์ พืช รวมทั้ง สัตว์ เกือบทุกชนิด สเต็มเซลล์ประกอบด้วยหลายเซลล์ มีต้นกำเนิดมาจากเซลล์หนึ่ง โดยเริ่มต้นจากเซลล์เดียวที่มีการผสมพันธุ์ระหว่างเพศผู้และเพศเมีย พัฒนาไปเป็นหลายเซลล์และพัฒนาอีกไปเป็นอวัยวะ เซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวล เราเรียกว่า “สเต็มเซลล์”

เมื่อมนุษย์จริญเติบโตขึ้น โดยนำครึ่งหนึ่งของเซลล์มาจากไข่ของแม่ และครึ่งหนึ่งมาจากสเปิร์มของพ่อ รวมกันกลายเป็นหนึ่งเซลล์ เกิดการฝังตัวกลายเป็นมนุษย์ และมีอวัยวะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สเต็มเซลล์สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์เนื้อเยื่อทั้งหมด ได้ถึง 200 กว่าชนิด ทีเดียว จึงเรียกได้ว่า เซลล์ทุกเซลล์มีการพัฒนา มาจากสเต็มเซลล์นั่นเอง

ผู้ก่อตั้งคำว่า สเต็มเซลล์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวรัซเซียท่านหนึ่ง ในปี คศ. 1908 การประชุมที่กรุงเบอร์ลิน เชื่อว่า สเต็มเซลล์ มีความสามารถในการสร้างเลือด จึงตั้งชื่อว่า สเต็มเซลล์ และได้มีการศึกษามาอย่างยาวนานและต่อเนี่องไปพร้อมกับการพัฒนาความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นชีวิตได้

สเต็มเซลล์สามารถพัฒนาสร้างสิ่งมีชีวิตและสร้างอวัยวะขึ้นมาได้ เมื่อเจริญเติบโตเป็นมนุษย์แล้ว สเต็มเซลล์ก็ยังคงอยู่และกระจัดกระจายอยู่ในร่างกาย สเต็มเซลล์มีทำหน้าที่ซ่อมแซม เมื่ออยู่ในตับ ก็ทำหน้าที่สร้างตับ สเต็มเซลล์ที่อยู่ในสมอง ทำหน้าที่สร้างสมอง ที่อยู่ในไขกระดูก ก็ทำหน้าที่สร้างเลือด

มีงานวิจัยค้นพบว่า สเต็มเซลล์สามารถซ่อมร่างกายได้ โดยทำการทดลองนำเส้นเลือดหัวใจของหนู มาทำให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือด และทดลองโดยการฉีดสเต็มเซลล์เข้าไป พบว่าภายใน 9 วัน หนูสามารถสร้างเส้นเลือดใหม่ และกล้ามเนื้อหัวใจใหม่ได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์เพิ่มขึ้น แต่ในบางแห่งนั้น ได้นำมาใช้ โดยขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง

 

 

Source of immage : www.cancer.gov

 

ความแตกต่างของสเต็มเซลล์ ที่มาจากเลือด มาจากไขกระดูก และมาจากรก

สเต็มเซลล์จากเลือด: ในเม็ดเลือดประกอบด้วยสเต็มเซลล์ ในปัจจุบัน เราพยายามนำสเต็มเซลล์จากเลือดมารักษา โดยการฉีดยาให้ไขกระดูกสร้างสเต็มเซลล์ หลังจากนั้น ก็ทำการใช้เครื่องเก็บสเต็มเซลล์ และนำกลับมาฉีดเข้าไปใหม่ ยกตัวอย่าง การศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องตัดขา การใช้สเต็มเซลล์รักษานั้น ทำให้ประมาณ 90% ไม่ต้องตัดขา และยังสามารถทำให้แผลหายได้ ซึ่งเป็นการตอบสนองผลการรักษาที่ค่อนข้างดี

สเต็มเซลล์จากไขกระดูก: ในไขกระดูกของมนุษย์ มีหลายเซลล์ประกอบกัน หนึ่งในนั้นก็มีสเต็มเซลล์ไขกระดูกด้วยการเจาะเข้าไปในกระดูกและดูดส่วนของเลือดออกมา จะได้สเต็มเซลล์จากไขกระดูก ซึ่งปรากฏว่าสามารถตอบรับได้ดีในการรักษาโรคหลายๆโรค เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไขสันหลัง และโรคชรา

สเต็มเซลล์จากรก: มาจากส่วนของสายสะดือ จากรก จากน้ำคร่ำ ซึ่งสามารถสกัดนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการรักษาได้ สเต็มเซลล์ชนิดที่เหมาะแก่การปลูกถ่ายในผู้ป่วยเพื่อการรักษา เรียกว่า “มีเซนไคม์” ในต่างประเทศ ได้แยก “มีเซนไคม์” ให้มีความบริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้สามารถปลูกถ่ายให้กับใครก็ได้ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีการแยกสเต็มเซลล์จากน้ำคร่าแล้ว เพื่อใช้ในการรักษาโรค เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน และโรคเลือด

หลักการทำงานของสเต็มเซลล์ อันดับแรก จะเข้าไปในอวัยวะที่เกิดการบาดเจ็บและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้เจริญงอกใหม่ในเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้น ทั้งนี้ ได้มีการพิสูจน์และรับรองด้วยผลวิจัยมาแล้ว เช่น ได้ทำการทดลองนำเข็มไปทิ่มที่สมองของหนูและฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปที่หางของหนู ปรากฏว่าสเต็มเซลล์ได้เข้าไปเปลี่ยนเป็นเซลล์สมองในบริเวณสมองของหนู การเปลี่ยนแปลงเซลล์นั้น พิสูจน์แล้วว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ที่ฉีดเข้าไป ทั้งนี้ สเต็มเซลล์ยังทำหน้าที่ สร้างสาร Growth Factor เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมตัวเองซึ่งเปรียบเหมือนเป็นยาหลั่งสารอายุวัฒนะนั่นเอง

สเต็มเซลล์สามารถรักษาโรคใดได้บ้าง?
ในปัจจุบัน ทั่วโลกมีการวิจัยแล้วว่าการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ถือเป็นความหวังใหม่ทางการแพทย์ที่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากการเสื่อมถอยของเซลล์ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคเลือด โรคตับ โรคสมอง ข้อเข่าเสื่อม ภูมิต้านทานไวเกิน รูมาตอยด์ SLE มะเร็งบางชนิด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จอประสาทตาเสื่อม โรคไขสันหลัง หลอดเลือดสมองตีบ และโรคออทิสติก

ความก้าวหน้าของการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาโรคในต่างประเทศ?
สำหรับความก้าวหน้าของการรักษาในต่างประเทศนั้น ปัจจุบัน สเต็มเซลล์ได้ถูกนำมาสกัดเป็นยา เพื่อใช้ในการรักษาโรค มีชื่อว่า “Prochymal” ได้รับการรับรองจากประเทศแคนนาดา ซึ่งจัดว่าเป็นยาที่สกัดจากสเต็มเซลล์ ตัวแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ ส่วนในประเทศออสเตรเลีย ได้อนุมัติให้ใช้สเต็มเซลล์จากไขมันของตัวเอง ซึ่งพบว่าได้รับการตอบสนองซึ่งได้ผลดีกับการรักษาในโรคสมองเสื่อมและไขสันหลังเสื่อมด้วย ในปัจจุบัน การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ถือว่าเป็นความล้ำหน้าของการเจริญด้านวิวัฒนาการผสมกับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่จริง

ทำไมต้องเก็บสเต็มเซลล์

ภาวะความเสื่อมของเนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆในร่างกายของเราจะเสื่อมถอยลงตามอายุการใช้งาน ยิ่งเรามีอายุมากขึ้น การสึกหรอเสียหายของเซลล์หรือเนื้อเยื่อต่างๆย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อถึงเวลานั้นหากเราต้องการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เนื้อเยื่อ หรือการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ซึ่งต้องได้รับการบริจาคจากบุคคลอื่นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเงื่อนไขความแตกต่างของเนื้อเยื่อของบุคคลสองคนที่ไม่เหมือนกัน การตามหาคู่แท้ที่จะมาบริจาคสเต็มเซลล์ให้กับเรายิ่งเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก ตัวเลือกอันดับแรกที่จะอาจจะนำสเต็มเซลล์จากคนอื่นมาใช้ได้ก็คือคนที่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด ซึ่งในบางครั้งถึงแม้จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ก็ใช่ว่าจะให้สเต็มเซลล์แก่กันได้เสมอไป หรือในอีกทางหนึ่ง ถ้าเรารอจนกว่าจะมีอาการเจ็บป่วย จำเป็นที่จะต้องใช้สเต็มเซลล์ในการรักษา แล้วต้องการที่จะเก็บสเต็มเซลล์ในเวลานั้น อาจจะทำไม่ได้เนื่องจากอาการของโรคที่เป็นอยู่ ทำให้สภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะเก็บสเต็มเซลล์หรือเก็บสเต็มเซลล์ได้ไม่สมบูรณ์

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไครโอ สเต็มเซลล์ (ไทยแลนด์) จึงเล็งเห็นความสำคัญของการเก็บรักษา สเต็มเซลล์ตัวเราเอง เพื่อใช้ในการรักษาตัวเราเองในอนาคต เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้สเต็มเซลล์ ผู้ที่ฝากเก็บสเต็มเซลล์ไว้ ก็สามารถเบิกเซลล์ออกไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับบริจาคจากบุคคลอื่น ทำให้การรักษาโรคเป็นไปอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ และเนื่องจากเป็นเซลล์ของเราเอง ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยหรือปัจจัยใดๆทั้งสิ้น

ข้อดีของการเก็บสเต็มเซลล์จากตัวเองไว้ใช้สำหรับตัวเอง มีดังนี้

  • สเต็มเซลล์ที่เก็บได้มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับการรักษา
  • หมดกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากเป็นเซลล์จากตัวเราเอง
  • เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้สเต็มเซลล์ สามารถเบิกไปใช้งานได้ทันที
  • รักษาโรคได้ทันท่วงที ก่อนที่จะมีอาการหนักมากขึ้น เพราะไม่ต้องรอเซลล์จากการบริจาค ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก: http://www.absolute-health.org/thai/article-th-042.htm